สารในชีวิตประจำวัน

บทที่ 1
บทนำ
1. ความเป็นมาและความสำคัญ
สารในปัจจุบันนี้ได้มีการเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางและเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนมากยิ่งขึ้น มีตั้งแต่สารในเครื่องดื่ม สารปรุงรสอาหาร สารทำความสะอาด สารกำจัดแมลง และสารในเครื่องสำอาง ซึ่งเมื่อพูดถึงสารก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากและเข้าใจยากแต่ก็ตระหนักถึงความสำคัญว่าในชีวิประจำวันของมนุษย์นั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงกับสารเหล่านี้ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สารในชีวิตประจำวันเข้ามาเป็นสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์
ในปัจจุบัน มีการใช้สารเหล่านี้โดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบของสาร อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพื่อเป็นการป้องกันจากสารเหล่านี้ควรคำนึงถึงวิธีใช้และการใช้งานอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป
          ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงอยากที่จะทำการศึกษาในเรื่องของสารในชีวิตประจำวันเพื่อการที่จะให้ความรู้กับผู้ที่อยากจะบอกต่อความรู้และให้ความรู้กับผู้ที่อยากจะศึกษาในเรื่องของสาร
2. วัตถุประสงค์
          1. เพื่อศึกษาสารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
          2. เพื่อศึกษาผมกระทบจากสารในชีวิตประจำวัน
          3. เพื่อศึกษาวิธีใช้และป้องกันของสารในชีวิตประจำวัน
3. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
  3.1 ขอบเขตพื้นที่การศึกษา
3.1.1 ค้นคว้าหาข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับสาร จากหนังสือ การสัมภาษณ์และสื่อสารสนเทศโดยมีหัวข้อดังนี้
1. ความรู้ทั่วไปของสารในชีวิตประจำวัน
2. ความหมายของสารในชีวิตประจำ
3. ลักษณะประเภทของสารในชีวิตประจำวัน
4. วิธีใช้และป้องกันสารในชีวิตประจำวัน
3.1.2 รวมรวมข้อมูลจากการศึกษามาจัดทำเป็นรูปแบบของรายงาน
          3.2 เป้าหมาย
          3.2.1 กลุ่มสารในชีวิตประจำวัน โรงเรียนสุรวิทยาคาร
ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
4. สมมติฐาน
          สารในชีวิตประจำวันเป็นปัญหาที่เกิดผลเสียในการดำเนินชีวิตของผู้คน

5. นิยามศัพท์
          สาร (substance) หมายถึง เนื้อของสสารซึ่งเราทราบองค์ประกอบที่แน่นอนแล้ว สารจะมีองค์ประกอบที่เป็นอย่างเดียวกัน ทำให้มีสมบัติเฉพาะ ไม่สามารถเปลี่ยนหรือทำให้เป็นสารอื่นได้ สิ่งที่ทำให้สารชนิดหนึ่งแตกต่างจากสารอีกชนิดหนึ่งก็คือ สมบัติของสาร
6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้รับความรู้เกี่ยวกับสารในชีวิตประจำวัน
2. ได้รับรู้เกี่ยวกับเรื่องที่นำมาเป็นเนื้อหาในการทำโครงงานเรื่องสารในชีวิตประจำวัน และนำมาประยุกต์ใช้
3. ได้นำวิธีใช้และป้องกันมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
          รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่องสารในชีวิประจำวัน คณะผู้จัดทำได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ความรู้ทั่วไปของสารในชีวิตประจำวัน
          2. ความหมายของสารในชีวิตประจำวัน
3. ลักษณะประเภทของสารในชีวิตประจำวัน
4. วิธีใช้และป้องกันสารในชีวิตประจำวัน
1. ความรู้ทั่วไปของสารในชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวันเราจะต้องเกี่ยวข้องกับสารหลายชนิด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นสารสังเคราะห์และสารธรรมชาติ เช่น สารปรุงรสอาหาร สารแต่งสีอาหาร สารทำความสะอาด สารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น ในการจำแนกสารเคมีเป็นพวกๆ นั้นเราใช้วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเกณฑ์การจำแนก 
2. ความหมายของสารในชีวิตประจำวัน
สาร ( substance ) หมายถึง สสารที่ศึกษาค้นคว้าจนทราบสมบัติและองค์ประกอบที่แน่นอน สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของสาร เช่น เนื้อสาร สี กลิ่น รส การนำไฟฟ้า การละลายน้ำ จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความเป็นกรด – เบส เป็นต้น
3. ลักษณะประเภทของสารในชีวิตประจำวัน
เกณฑ์ในการจำแนกสาร สถานะของสารแบ่งเป็น    สถานะ
1ของแข็ง รูปร่างคงที่ อนุภาคเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบและอยู่ชิดกันมาก มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมาก อนุภาคเคลื่อนที่ไม่เป็นอิสระ
2ของเหลวรูปร่างไม่คงที่เปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ  อนุภาคเรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบและอยู่ไม่ชิดกันมาก มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลไม่มาก อนุภาคเคลื่อนที่ได้ในระยะสั้นๆ
3แก๊ส รูปร่างไม่คงที่ เปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ อนุภาคอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ห่างกันมาก มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อย อนุภาคเคลื่อนที่เป็นอิสระ
    3.1 สมบัติการละลายของสาร
1ความสามารถในการละลายของสารขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและตัวละลาย
2สารชนิดเดียวกันละลายในตัวทำละลายต่างชนิดกันได้แตกต่างกัน 
3สารละลายต่างชนิดกันละลายในตัวทำละลายชนิดเดียวกันได้แตกต่างกัน
    3.2 การแยกสาร
การแยกสารด้วยวิธีการหยิบออก เป็นวิธีการแยกสารที่เป็นของแข็ง ทีมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ขนาด หรือสี
การแยกสารด้วยการร่อนเป็นวิธีการแยกสารที่เป็นของแข็ง ที่มีขนาดแตกต่างกัน โดยใช้อุปกรณ์ เช่น ตะแกรง เป็นต้น
การแยกสารด้วยการกรอง เป็นวิธีการแยกของแข็งที่ไม่ละลายน้ำออกจากของเหลว ซึ่งอาจกรองด้วย ผ้าขาวบางกระดาษกรอง เช่น การใช้ผ้าขาวบางกรองกะทิ เพื่อแยกเศษผงกะลามะพร้าวและกากมะพร้าว ทำให้น้ำกะทิขาว สะอาดขึ้นเป็นต้น
การแยกสารด้วยการระเหยแห้ง เป็นวิธีการแยกของแข็งที่ละลายน้ำกลายเป็นเนื้อเดียวกับของเหลวโดยใช้ ความร้อน  เปลี่ยนสถานะสารที่เป็นของเหลวให้กลายเป็นไอจนหมดเหลือแต่สารที่เป็นของแข็ง เช่น การแยกเกลืออกจากน้ำ เป็นต้น
การแยกสารด้วยการระเหิด เป็นการแยกของแข็งที่ระเหิดได้กับของแข็งที่ระเหิดไม่ได้ออกจากกัน  ของแข็งโดยปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว  แต่มีของแข็งบางชนิดเมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส เช่น การบูร ลูกเหม็น เป็นต้น
    3.3 เกณฑ์การจำแนกสาร
          1. สารปรุงแต่งอาหาร
         2. เครื่องดื่ม
          3. สารทำความสะอาด
          4. สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช      
          5. เครื่องสำอาง                                              
4. วิธีใช้และป้องกันสารในชีวิตประจำวัน
    4.1 สารปรุงแต่งอาหาร
ความหมายสารปรุงแต่งอาหาร สารปรุงแต่ง อาหาร หมายถึง สารปรุงรสอาหารใช้ใส่ในอาหารเพื่อทำให้อาหารมีรสดีขึ้น หรือ เพิ่มรสชาติต่างๆ
       ข้อดีของสารปรุงแต่ง
1. เพื่อปรับปรุงรส กลิ่น สี ของอาหาร รวมทั้งเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการหรือเพื่อการถนอมอาหาร เช่น การเติมผงชูรส สี วิตามิน เติมเครื่องเทศ เกลือ น้ำตาล 
       ข้อเสียของสารปรุงแต่ง
1. สารกันบูด สารกันหืนสารแต่งกลิ่นการบริโภคอาหารที่มีสารเหล่านี้เป็นประจำอาจส่งผลให้ร่างกายขับออกไม่ทันกลายเป็นสารพิษตกค้างสะสมและนำมาซึ่งความเจ็บป่วยได้
       วิธีป้องกันและแก้ไข
1. เลือกซื้ออาหารที่มีบรรจุภัณฑ์ และมีฉลาก ระบุผู้ผลิต สถานที่ผลิตชัดเจน ระบุวันผลิต และวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ มีเครื่องหมาย อ.ย.
2. หลีกเลี่ยงอาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารพร้อมบริโภคบรรจุกล่องที่ไม่ได้ขายหมดวันต่อวัน เพราะอาหารเหล่านี้หากไม่บรรจุในภาชนะปิดสนิทหรือเก็บในที่รักษาอุณหภูมิ อาจบอกได้ว่ามีสารกันบูดเจือปนในปริมาณมาก
3. บริโภคอาหารหลายชนิดหมุนเวียนกันไป เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมสารพิษตกค้าง เพราะร่างกายคนเรามีกลไกขับสารพิษทางระบบขับถ่าย หากได้รับสารพิษในปริมาณไม่มากและไม่บ่อย 
    4.2 สารในเครื่องดื่ม
เครื่องดื่ม หมายถึงสิ่งที่มนุษย์จัดเตรียมสำหรับดื่ม และมักจะมี “น้ำเป็นองค์ประกอบหลักบางประเภทได้คุณค่าทางโภชนาการ บางประเภทดื่มแล้วไปกระตุ้นระบบประสาท และบางประเภทดื่มเพื่อดับกระหาย แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ น้ำดื่มสะอาด น้ำผลไม้ นม น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ชาและกาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    4.2.1 สารในชาและกาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลังมีคาเฟอีน
       ข้อดีของคาเฟอีน
                               1. ใช้ในทางการแพทย์ เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น กดประสาทให้ง่วงนอน
                               2. ใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท
  3. ทำให้สมองตื่น
       ข้อเสียของคาเฟอีน                                                     
1. ถ้าตื่นมากเกินไปอาจทำให้หัวใจสั่น หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ
2. ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูง
3. ถ้าดื่มมากเกินไปอาจทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้น
      วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ลดการบริโภคของจำพวกที่มีคาเฟอีน
2. ใช้ยาแก้ปวดแต่เป็นการรับประทานยาแก้ปวดหัวเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวจากการเลิกกาแฟ
3. การดื่มน้ำเยอะๆ นอกจากจะดีต่อร่างกายแล้วยังช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยทำให้คนที่มีภาวะติดคาเฟอีนนั้นไม่มีอาการขาดสมาธิ หรือไร้ผลข้างเคียงจากการเลิกดื่มกาแฟได้อีกด้วย
    4.2.2 สารในน้ำผลไม้ มีวิตามิน
       ข้อดีวิตามิน
1. วิตามินซีสามารถที่จะปกป้องและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราเป็นผลประโยชน์มากในเส้นเลือด
       ข้อเสียวิตามิน
1. ทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางโรคเกิดความผิดพลาด
2. เกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กมากเกิน เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ดังนั้นเมื่อทาน วิตามินซีมากไป ก็จะทำให้ได้รับธาตุเหล็กมากไปด้วย ซึ่งก็อาจเกิดผลเสียได้ไม่น้อยเลย
       วิธีป้องกันและแก้ไข
                               1. ควรบริโภคตอนที่รู้สึกขาดวิตามิน หรือ การมีอาการเป็นหวัดหรือเป็นไข้
                              2. ควรบริโภคให้เหมาะสมกับปริมาณที่ต้องการของร่างกาย
3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแอลกอฮอล์
    4.2.3 น้ำอัดลมมีกรดคาร์บอนิก
       ข้อดีของกรดคาร์บอนิก
1. มีความสำคัญมากสำหรับการควบคุมความเป็นกรดของของเหลวในร่างกาย
       ข้อเสียของของกรดคาร์บอนิก
1. กรดที่ทำให้น้ำอัดลมมีฟอง ซ่า กรดคาร์บอนิกนั้นสามารถย่อยมีฤทธิ์กัดกร่อยย่อยสลายหินปูนได้ ฉะนั้นกรดคาร์บอนิกจึงสามารถทำให้ฟันผุและกระดูกพรุนได้เช่นกัน
1.1 นอนไม่หลับ ใจสั่น มือสั่น เนื่องจากฤทธิ์ของคาเฟอีนที่เป็นองค์ประกอบในน้ำอัดลมไปกระตุ้นระบบประสาทนั่นเอง
                   1.2 ท้องอืด ปวดท้อง แน่นท้อง เป็นโรคกระเพาะ
       วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ไม่ควรรับประทานเป็นจำนวนที่มากๆ
2. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม
3. ดื่มน้ำอัดลมเพราะความรู้สึกกระหาย และความรู้สึกกระหายน้ำนี่ล่ะที่ทำให้เราดื่มน้ำอัดลมมากจนเกินไป การดื่มน้ำเปล่าก่อนการดื่มน้ำอัดลมจะช่วยทำให้ความอยากน้ำอัดลมลดลง 
4. ผสมกับน้ำเปล่าวิธีนี้จะทำให้คุณดื่มน้ำอัดลมน้อยลง ช่วยทำให้คุณดื่มน้ำเปล่าได้มากขึ้น แถมยังช่วยลดความหวานของน้ำอัดลมลงได้
    4.3 สารทำความสะอาด
1. ได้จากการสังเคราะห์ เช่น น้ำยาล้างจาน สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพูสระผมผงซักฟอก สารทำความสะอาดพื้นเป็นต้น
          2.ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำมะกรูด มะขามเปียก เกลือ เป็นต้นแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
2.1 สารประเภททำความสะอาดร่างกาย ได้แก่ สบู่ แชมพูสระผม เป็นต้น
2.2 สารประเภททำความสะอาดเสื้อผ้า ได้แก่ สารซักฟอกชนิดต่างๆ
2.3 สารประเภททำความสะอาดภาชนะ ได้แก่ น้ำยาล้างจาน เป็นต้น
สารประเภททำความสะอาดห้องน้ำ ได้แก่ สารทำความสะอาด ห้องน้ำทั้งชนิดผงและชนิดเหลวสมบัติของสารทำความสะอาด  สารทำความสะอาด เช่น สบู่ แชมพูสระผม สารล้างจาน สารทำความสะอาดห้องน้ำ สารซักฟอก บางชนิดมีสมบัติเป็นกรด บางชนิดมีสมบัติเป็นเบสซึ่งทดสอบได้ด้วยกระดาษลิตมัสสารทำความสะอาด ห้องน้ำและเครื่องสุขภัณฑ์บางชนิดมีสมบัติเป็นกรดสามารถกัดกร่อนหินปูนที่ยาไว้ระหว่างกระเบื้องปูพื้นหรือฝาห้องน้ำบริเวณ เครื่องสุขภัณฑ์ ทำให้คราบสกปรกที่เกาะอยู่หลุดลอกออกมาด้วย ถ้าใช้สารชนิดนี้ไปนานๆ พื้นและฝาห้องน้ำจะสึกกร่อนไปด้วย และยังทำให้ผู้ใช้เกิดความระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจและผิวหนังอีกด้วย
    4.3.1 สารทำความสะอาดร่างกาย คือสารที่ปรับสภาพผม,สารช่วยให้เกิดฟอง
       ข้อดีของสารในยาสระผม
1สารนี้ป้องกันการตกตะกอนของแคลเซียมจะทำให้ผมไม่มันและเหนียว
        ข้อดีของสารที่ปรับสภาพผม
1. ทำให้เส้นผมมีน้ำหนักป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตบนเส้นผม และที่ทำให้ผมเงา  งาม
        ข้อดีของสารช่วยให้เกิดฟอง
1. การผสมเซลลูโลสช่วยให้ดูว่าเนื้อยาสระผมเหนียวข้นขึ้น
      ข้อเสียของสารทำความสะอาด
1. ปัญหาที่เกิดจากการระคายเคืองหนังศีรษะ
2. ที่เกิดจากค่าความเป็นกรด-ด่างของหนังศีรษะ
          3. ปัญหาเกิดอาการผิวหนังศีรษะอักเสบชนิดทั้งนี้เนื่องจากปริมาณและชนิดของจุลินทรีย์เปลี่ยนแปลงไป
       วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ควรใช้ยาสระผมที่ไม่มีผลข้างเคียงกับตัวเองและไม่มีอาการแพ้ยาสระผมนั้น
2. เมื่อมีอาการแพ้หรือระคายเคืองควรไปพบแพทย์ทันที  
3. ควรตรวจสอบองค์ประกอบของสารในยาสระผม                                                                             
    4.4 สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช
1. ความหมายของสารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรูพืชสารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช หมายถึง สารเคมีที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ป้องกันการกำจัด และควบคุมแมลงต่างๆ ไม่ให้มารบกวน มีทั้งชนิดผง ชนิดเม็ด และชนิดน้ำ
2. ประเภทของสารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 ได้จากการสังเคราะห์ เช่น สารฆ่ายุง สารกำจัดแมลง เป็นต้น
2.2 ได้จากธรรมชาติ เช่น เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูด เปลือกส้ม เป็นต้น
    4.4.1 สารในสารำจัดแมลง มี คาร์บาเมต อีเซอรีน
       ข้อดีของคาร์บาเมตและสารอีเซอรีน
1. ใช้ฆ่าแมลงศัตรูพืชในผลิตผลทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดพืชที่เป็นอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้กับสัตว์ปีก ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง เพื่อกำจัดแมลงรบกวน และยังใช้กำจัดหอยทากและหนอนตัวกลม     
       ข้อเสียของคาร์บาเมตและสารอีเซอรีน
1. ปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผลกระทบที่เป็นพิษเฉียบพลัน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการในทันทีหลังจากสัมผัสสารเคมี เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า เป็นต้น
2. ผลกระทบที่เป็นพิษเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากพิษสะสมที่ก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
       วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ควรใช้ยากำจัดแมลงอย่างถูกวิธีด้วยการใส่ผ้าบิดปากเพื่อไม่ให้สารเข้าสู่ร่างกาย
2. ไม่ควรใช้ยากำจัดแมลงในงานเกษตรแต่หันมาใช้สมุนไพรในการกำจัดแมลง
    4.5 สารในเครื่องสำอาง
1. ความหมายของเครื่องสำอาง เครื่องสำอาง หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบร่างกายเพื่อใช้ทำความสะอาดเพื่อให้เกิดความสดชื่น ความสวยงาม และเพิ่มความมั่นใจ
2. ประเภทของเครื่องสำอาง แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ
                   2.1 สำหรับผม เช่น แชมพู ครีมนวด เจลแต่งผม
2.2 สำหรับร่างกาย เช่น สบู่ ครีม และโลชั่นทาผิว ยาทาเล็บ น้ำยาดับ กลิ่นตัว แป้งโรยตัว ฯลฯ
2.3 สำหรับใบหน้า เช่น ครีม โฟมล้างหน้า แป้งผัดหน้า ลิปสติก ดินสอเขียนคิ้วและดินสอเขียนขอบตา
2.4 น้ำหอม
                   2.5 เบ็ดเตล็ด เช่น ครีมโกนหนวด ผ้าอนามัย ยาสีฟัน ฯลฯ
    4.5.1 สารที่พบในโรลออนคือ พาราเบน
       ข้อดีของพาราเบน
1. สารกันเสียที่นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนังและเส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
       ข้อเสียของพาราเบน
1. เสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม
    4.5.2 สารที่พบในครีมรองพื้นโฟมล้างหน้า ครีมบำรุง
       ข้อดีของครีมรองพื้นโฟมล้างหน้า ครีมบำรุง
          1. เพื่อทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื่นผิวโดยการเคลือบผิวไว้
       ข้อเสียของครีมรองพื้นโฟมล้างหน้า ครีมบำรุง
          1. ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง อุดตันผิว และเกิดสิวได้ และหากเก็บกักสะสม อาจเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของผิว และทำให้ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันในเพศหญิงอ่อนแอ 
2. สารในผลิตภัณฑ์ความงามจำพวกทำความสะอาดและ บำรุงผิวมีสารเคมีสังเคราะห์
       วิธีป้องกันและแก้ไข
1. การเลือกซื้อเครื่องสำอาง ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่แน่นอน มีสถานที่จำหน่ายเป็นหลักแหล่ง
2. สังเกตที่ฉลากผลิตภัณฑ์ ต้องมีข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ประเภทของเครื่องสำอาง วันประกอบ วันผลิตและหมดอายุ ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ส่วนผสม ปริมาณ และวิธีใช้ เป็นต้น
3. ทำตามวิธีการที่ระบุ บนผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง ระมัดระวังคำเตือนที่มีในฉลากอย่างเคร่งครัด
4. หากแพ้เครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครั้งแรก หรือใช้มาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ให้หยุดใช้ในทันที แล้วหากไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์
          5. ปิดภาชนะบรรจุทุกครั้ง หลังจากไม่ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของกระปุก ขวด หรือซอง เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและการปนเปื้อนต่าง ๆ
6. เก็บเครื่องสำอางให้เหมาะสม โดยเลือกไว้ในที่แห้งเย็น ไม่ถูกความร้อน ความชื้น หรือรับแสงแดด เพราะจะทำให้เครื่องสำอางเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่ควร
7. อย่าใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น
8. สังเกตการเปลี่ยนแปลงเสมอ หากว่าเครื่องสำอางมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น สี กลิ่น หรือความเข้มข้น ให้ทิ้งไป เพราะนั่นคือเครื่องสำอางที่เสื่อมคุณภาพแล้ว


บทที่ 3
วิธีดำเนินการศึกษา
          รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่อง สารในชีวิตประจำวันมีวิธีการดังต่อไปนี้
แหล่งข้อมูล
แหล่งข้อมูลที่สืบค้นจากหนังสือ และสื่อสารสนเทศ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่สนใจจะศึกษาให้ครบถ้วน
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการหาข้อมูล มีดังนี้
1. เครื่องคอมพิวเตอร์
2. สัญญาณอินเตอร์เน็ต
3. โทรศัพท์มือถือ
4. หนังสือ
5. สื่อสารสนเทศ
6. อุปกรณ์การเขียน เช่น ปากกา ดินสอ ยางลบ เป็นต้น
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. กำหนดหัวเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษา
2. เริ่มค้นคว้าจากแหล่งความรู้ เช่น ห้องสมุด ร้านหนังสือ สื่อสารสนเทศ และจากการ สัมภาษณ์ผู้รู้ในหัวข้อดังต่อไปนี้
2.1 ความรู้ทั่วไปของสารในชีวิตประจำวัน
2.2 ความหมายของสารในชีวิตประจำวัน
2.3 ลักษณะประเภทของสารในชีวิตประจำวัน
3. รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า การสัมภาษณ์ การสังเกต และลงมือปฏิบัติมาวิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลตามหัวข้อที่ต้องการ เพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้
4. จากนั้นนำข้อมูลที่ได้นำมาเรียบเรียงข้อมูลและจัดทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเผยแพร่ผลงาน
5. นำองค์ความรู้ที่ได้รับ และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและสังคม
         
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
          รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่องสารในชีวิตประจำวัน ผู้ศึกษาได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ประการ คือ
1. เพื่อศึกษาสารในชีวิตประจำวัน
2. เพื่อศึกษาผลกระทบจากสารในชีวิตประจำวัน
3. เพื่อศึกษาวิธีใช้และป้องกันของสารในชีวิตประจำวัน
วิเคราะห์ผลตามวัตถุประสงค์
สารในชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวันเราจะต้องเกี่ยวข้องกับสารหลายชนิด ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน สารที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะมีสารเคมีเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสามารถจำแนกเป็นสารสังเคราะห์และสารธรรมชาติ เช่น สารปรุงรสอาหาร สารแต่งสีอาหาร สารทำความสะอาด สารกำจัดแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น
ผลกระทบจากวารในชีวิตประจำวัน
1. ของเสียเป็นพิษ หรือเจือปน หรือมีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษ เช่น มีส่วนประกอบของสารปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนูสารยาฆ่าแมลง เป็นต้น
          2. ของเสียที่ติดไฟง่าย หรือมีส่วนประกอบของสารที่ติดไฟง่าย หรือสารไวไฟซึ่งอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ถูกเก็บไว้ใกล้ไฟหรือเมื่อมีอุณหภูมิสูงมากๆ
          3. ของเสียที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างซึ่งสามารถกัดกร่อนอวัยวะต่างๆ ตลอดจนเนื้อเยื่อของร่างกายมนุษย์
4. ของเสียที่เมื่อทาปฏิกิริยากับสารอื่น เช่นน้ำจะทำให้เกิดมีก๊าซพิษ ไอพิษ หรือควันพิษหรือของเสียที่เมื่อได้รับการทำให้ร้อนขึ้นในที่จะกัดอาจเกิดการระเบิดได้
          5. ของเสียที่เป็นสารกมันตรังสีหรือมีสารกมันตรังสีเจือปนอยู่
6. ของเสียที่เมื่อถูกน้ำชะล้างจะปลดปล่อยสารที่เป็นอันตรายดังกล่าวขึ้งต้นออกมาได้ของเสียที่มีเชื้อโรคติดต่อปะปนอยู่
วิธีใช้และป้องกันของสารในชีวิตประจำวัน
1. จัดเก็บผลิตภัณฑ์ต่างๆไว้ในที่ที่แห้งและเย็น ห่างจากความร้อน จัดวางบนพื้นหรือชั้นที่มั่นคง และเก็บให้เป็นระบบ ควรแยกเก็บผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ติดไฟได้ ทำปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ หรือเป็นพิษ ไว้บนชั้นต่างหาก และทำความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ควรจดจำให้ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน และแต่ละผลิตภัณฑ์มีวัตถุประสงค์ในการใช้อย่างไร เมื่อใช้เสร็จแล้วควรนำมาเก็บไว้ที่เดิมทันที และตรวจให้แน่ใจว่าภาชนะทุกชิ้นมีฝาปิดที่แน่นหนา ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจเป็นอันตรายได้มากกว่าที่คุณคิด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
2ผลิตภัณฑ์สารเคมีทุกชนิดต้องมีฉลากและต้องอ่านฉลากก่อนใช้งานทุกครั้ง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายควรต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อ่านฉลากและทำตามวิธีใช้อย่างถูกต้องรอบคอบ
3เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เท่าที่ต้องการใช้เท่านั้น อย่าซื้อสิ่งที่ไม่ต้องการใช้ เพราะเสมือนกับเป็นการเก็บสารพิษไว้ใกล้ตัวโดยไม่จำเป็น พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้หมดก่อนซื้อมาเพิ่ม ถ้ามีของที่ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วเหลืออยู่ ควรบริจาคให้กับผู้ที่ต้องการใช้ต่อไป หรือไม่ก็ควรเก็บและทำฉลากให้ดี
          4เก็บให้ไกลจากเด็ก สารทำความสะอาด หรือ สารเคมีที่ใช้ภายในบ้านอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ควรเก็บในตู้ที่เด็กเอื้อมไม่ถึง อาจล็อคตู้ด้วยถ้าจำเป็น สอนเด็กๆในบ้านให้ทราบถึงอันตรายจากสารเคมี ประจำตัว
          5. ไม่ควรเก็บสารเคมีปะปนกับอาหาร ทั้งนี้เนื่องจาสารเคมีอาจหกหรือมีไอระเหยทำให้ปนเปื้อนกับอาหารได้
          6. ไม่ควรเก็บของเหลวหรือก๊าซที่ติดไฟได้ไว้ในบ้านน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์หรือถังบรรจุก๊าซถ้าสามารถทำได้ไม่ควรนำมาเก็บไว้ภายในบ้าน
          7ผลิตภัณฑ์หลายชนิดสามารถนำไปแปรรูปเพื่อกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดปริมาณสารเคมีที่เป็นพิษในสิ่งแวดล้อม
          8ใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีอันตรายน้อยกว่าทดแทนสำหรับงานบ้านทั่วๆไป ตัวอย่างเช่น สามารถใช้ผงฟู และน้ำส้มสายชูเทลงในท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันการอุดตันได้


บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
1. สรุปผล
ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสารในชีวิตประจำวัน เมื่อได้ข้อมูลที่แน่นอนแล้วนำข้อมูล สารในชีวิตประจำวันแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียขึ้นอยู่กับการเลือกใช้และวิธีใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง และปลอดภัย หากมีการใช้หรือวิธีดูแลที่ผิดๆอาจจะทำให้เกิดอันตรายจากสารที่บรรจุในผลิตภัณฑ์นั้นๆแต่ข้อเสียเหล่านั้นก็มีการป้องกัน โดยการเลือกใช้ให้ถูกวิธีและเหมาะสม
2. อภิปรายผล
          สารในชีวิตประจำวันเป็นปัญหากับการดำเนินชีวิตที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ที่ใช้ในการดูแลรักษาและวิธีป้องกันที่ไม่ถูกต้องปัญหาสารในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่อันตราย เนื่องจากเป็นสารที่ใช้ในด้านต่างๆมากมาย เช่น การดื่มน้ำอัดลม การใช้ยาฆ่าแมลง การใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น
3. ข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูล ผลปรากฏว่า
        1. มีอุปสรรคในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการจัดเรียงเนื้อหา
    ประเด็นที่น่าสนใจ
        1. การป้องกันภัยจากสารในชีวิตประจำวันทำได้โดยการปฏิบัติและให้ความสนใจในการเลือกใช้และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง
        2. การดูและและป้องกันภัยจากสารในชีวิตประจำวันทำได้โดยการเข้าใจและปฏิบัติใช้อย่างถูกต้อง


ความคิดเห็น